Running Capacitor เปลี่ยนเองได้ไม่ยากหากแอร์ไม่เย็น

มีนาคม-พฤษภาคม หรืออาจต่อเนื่องไปอีก 2-3 เดือนเสียด้วยซ้ำ เป็นช่วงที่อากาศร้อนหนักมาก อุณหภูมิสูงทะลุกว่า 40 องศา ทำให้ในช่วงนี้แอร์เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากหากใครที่แอร์ยังทำงานปกติดีอยู่ก็อย่าลืมที่จะล้างทำความสะอาดแอร์บ้างเพื่อให้แอร์ไม่ทำงานหนักเกินไป และเพื่อให้การทำงานของแอร์มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่เปิดเท่าไร เร่งพัดลมเท่าไร ปรับอุณหภูมิเท่าไรก็ไม่เย็นสักที ไม่เพียงผู้ใช้ไม่เย็นเท่านั้น แอร์เองก็ทำงานหนักโดยเปล่าประโยชน์ด้วย

IMG_7166-2

ผมเองได้ล้างแอร์สักหน่อยก็ค่อยยังช่วยขึ้นมาบ้าง ดีขึ้นทีเดียวเชียวแหละ แต่ต้องสะดุดเพราะแอร์เจ้ากรรมดันไม่เย็นขึ้นมาเสียนี่ เปิดขึ้นมาก็มีแต่ลมร้อนๆ เป่าออกมา ใครเจอปัญหาแบบนี้ก็ต้องบอกว่าเสียอารมณ์ไม่ใช่น้อยอีกทั้งยังมีสิทธิ์ที่จะร้อนทั้งกายร้อนทั้งกระเป๋าสตางค์เลยเชียว

แอร์ไม่เย็นเป็นไปได้ 3 กรณีหลักๆ คือ…

  • น้ำยาขาด โดยระบบหรือท่อแอร์บางจุดอาจจะรั่ว แต่ปัญหาเรื่องน้ำยาขาดถ้าแอร์ไม่ได้เก่าจนเกินไปก็ไม่น่าจะใช่สาเกตุนี้สักเท่าไร
  • แคปเสีย แคปที่ว่าก็คือ Capacitor ซึ่งมีอยู่ 2 ตัวคือ Starting Capacitor กับ Running Capacitor
  • คอมเพรสเซอร์เสีย สาเหตุนี้จะหนักหน่อยเพราะค่าเปลี่ยนอยู่ที่ประมาณ 5-7 พันบาท

ของผมก็ลุ้นอยู่ว่าคอมเพรสเซอร์จะเสียหรือเปล่า ภาวนาว่าอย่าให้เสียเลย เพราะหลายพันอยู่เหมือนกัน โชคดีไปที่ว่าสรุปแล้วมีปัญหาแค่ แคป หรือ Cap. เสียแค่นั้น โดยตัวที่เสียคือ แคปรัน

IMG_7164

แคปรันหรือ Running Capacitor มีหน้าที่ ช่วยให้คอมเพรสเซอร์หมุนหรือทำงาน ดังนั้นเมื่อแคปเสียคอมจึงไม่สามารถที่จะหมุนหรือทำงานได้ ทำให้ระบบน้ำยาและการทำความเย็นไม่ทำงานตามปกติ เมื่อเปิดแอร์จึงมีแต่ลมร้อนออกมานั่นเอง

Running Capacitor ระเบิด

จริงๆ ตามหลักการแล้วจะมีวิธีการตรวจเช็คโดยการวัดไฟ แต่โดยทั่วไปแม้แต่ช่างแอร์เองก็ไม่ได้วัดไฟอะไรเป็นเรื่องเป็นราว แต่ใช้วิธีคาดเดา บ้างก็ตรวจสอบแบบบ้านๆ ในเมื่อเคยจ่ายค่าครูไปแล้ว เมื่อมีโอกาสก็ลองทำเองดูเสียหน่อยเพราะไม่ได้ยากเย็นอะไร แถมประหยัดเงินได้หลายร้อยบาท

แคปรันที่เคยให้ช่างมาเปลี่ยน ค่าของบวกค่าแรงอยู่ที่ประมาณ 700-900 บาท แต่ถ้าเปลี่ยนเองได้ค่าแคปรันจะอยู่ที่ประมาณ 160-200 บาทเท่านั้น แต่ถ้าเป็นของจีนก็จะถูกลงอีกอาจจะเหลือแค่ 90-150 บาท แต่อายุการใช้งานก็จะไม่ทนทานสักเท่าไร เท่ากับประหยัดไปได้ถึง 500-700 บาทเลยทีเดียว

การที่จะลงมือทำเองก็ต้องออกแรงกันหน่อย ต้องปีนไปยังภายนอกตัวบ้านหรือออกไปนอกตัวอาคารที่ติดตั้งคอมเพรสเซอร์เอาไว้ ถ้าตัดปัญหาเรื่องการปีนป่าย การถอดอุปกรณ์ไม่มีอะไรยากเลย

สำคัญ : ก่อนลงมือตรวจเช็คหรือถอดแคปรัน จะต้อง! ยกคัตเอาต์ลงก่อน

เพียงแค่ถอดน็อตสกรูหัวแฉก 4 ตัวที่ยึดฝาครอบด้านบนออกก็จะเห็นตัวแคปรันทันที มีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกสีเงิน ปัญหาที่สันนิษฐานง่ายและค่อนข้างจะมั่นใจได้ว่าแคปรันเสียแน่ๆ คือ ถ้าจับที่ตัวแคปรันดูแล้วพบว่ามีแคปนำ้มันหรือจาระบีซึมออกมา ค่อนข้างมั่นใจได้ว่าแคปรันเสียแน่ๆ มักเรียกกันว่า แคประเบิด

IMG_7153

แต่ถ้าอาการไม่ชี้ชัดว่าแคปเสียจริงไหม ส่วนตัวผมมองว่าถ้าถึงขนาดออกไปเช็คแคปรันขนาดนั้นแล้ว ไหนๆ ก็ไหนๆ ลองเปลี่ยนดูก็ไม่เสียหาย ถ้าสรุปว่าแคปรันเสียก็สบายไป เสียเงินค่าอะไหล่ไม่เกิน 200 บาท อต่ถ้าเปลี่ยนแล้วแอร์ยังไม่เย็น คอมฯ ยังไม่ทำงาน อย่างน้อยก็มั่นใจได้ด้วยตัวเองก่อนว่าอาจจะมีปัญหาจากคอมฯ แล้วล่ะ ถือว่าเป็นการตรวจเช็คด้วยตัวเองก่อนที่จะให้ช่างมาตรวจ ถ้ามีช่างที่ไว้ใจได้ก็ดีไป อะไรเสียก็ว่ากันตามอาการ แต่หากช่างไม่ดีหวังฟัน จากที่แคปรันเสีย อาจจะบอกว่าคอมฯ เสียเลยก็ได้

ในการเปลี่ยนมีสิ่งที่อยากแนะนำ 2 อย่างคือ…

  • สำรวจขั้วและสายไฟ ตรวจสอบตำแหน่งของขั้วและสายไฟให้ดีว่าสายไฟสีไหนเสียบอยู่ตรงไหน ถ่ายภาพไว้เลยก็ดี เพราะเชื่อว่าส่วนใหญ่ที่บ้านน่าจะไม่มีมิเตอร์วัดไฟ ถึงมีก็อาจจะวัดไม่เป็น และตอนซื้ออย่าลืมดูขั้วให้เป็นแบบเดียวกันด้วย

IMG_7155

  • เผื่อค่าไมโครฟารัด ที่ตัว Running Capacitor จะมีค่าไมโครฟารัด (uF) บอกว่ามีค่าเท่าไร 30uF, 35uF, 40uF ฯลฯ เรื่องนี้ก็จำมาจากช่างอีกทีหนึ่งคือ ให้เลือกซื้อแคปรันที่มีค่าไมโครฟารัดสูงขึ้นกว่าเดิมสักหน่อย เช่น เดิมใช้ 30uF อาจเพิ่มเป็น 40uF หรือ 45uF ทั้งนี้เพื่อเพิ่มกำลังขับเนื่องจากคอมฯ มีอายุการใช้งานนานขึ้นเรี่ยวแรงอาจจะตกลงไป ก็ต้องเพิ่มกำลังของแคปรันในการช่วยฉุดให้คอมทำงานได้ดีขึ้น

IMG_7163

สำหรับการหาซื้อแคปรัน สามารถซื้อหาได้ตามร้านขายอะไหล่แอร์บ้านใกล้ๆ บ้าน ส่วนใหญ่จะหาไม่ยากนะเห็นมีอยู่ทั่วไปทุกพื้นที่อยู่แล้ว

หมายเหตุ : การแนะนำนี้เกิดขึ้นจากที่ผมได้ทดลองลงมือทำเองและคิดว่าน่าจะมีประโยชน์จึงนำมาเผยแพร่ หากผู้ใดคิดจะทำตามให้ศึกษาและหาข้อมูลเพิ่มเติมด้วย พร้อมทั้งทำด้วยความระมัดระวัง หากมีความเสียหายใดเกิดขึ้น ผมหรือเว็บไซต์ไม่ส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น

Comments

comments

You may also like...

4 Responses

  1. ghostneo says:

    ขอบพระคุณมากครับ เป็นประโยชน์อย่างมากจิงๆ

  2. ฝากเตื่อนนิดหนึ่งครับคนที่ไม่ได้เป็นช่างเปลี่ยนได้ครับแต่ต้องรู้ค่าตัวประจุไฟแรงดันให้ถูกต้องไม่งั้นคุณอาจจะไม่ตายแต่ก็เกือบตายละครับอย่าลืมนะว่าช่างเรียนมาไม่ได้จำใครมาเสียค่าเล่าเรียนด้วยแต่คุณจำมาถ้าเกิดอะไรขึ้นจะมาโทดช่างไม่ได้นะครับถ้าเราไม่ค่อยรู้แนะนำเรียนชา่งที่ชำนาญการดีดีกว่าครับ

    • house says:

      ใช่ครับ ขอบคุณมากครับที่มาช่วยเตือนผู้อ่านคนอื่นๆ

  3. gamr says:

    ดีมากครับผมเสียตังมาสองกับแค็ปรัน รอบแรก800 รอบสอง550รวมค่าแรง
    ขับรถไปร้านอมรตกใจถึงบางอ้อเลยตัวละ30บาทอย่างดี60บาท

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *